ศูนย์ความรู้เบ็นคิว

Tom Auxin Review: BENQ SW270C จอคอมแต่งภาพสีตรง

BenQ
2020/04/21

BenQ SW270C บนกล่องเขียนชัดเจนเลยครับว่า “Monitor Photography” หรือจะเรียกว่าจอคอมสำหรับแต่งภาพเลยก็ได้ และ Spec ที่ให้มากับจอนั้น เรียกว่าจัดเต็มเหมือนตัวอื่นๆ ในซีรีย์ SW เลย

ก่อนที่จะไปดูเรื่องต่างๆ ของจอตัวนี้ ผมอยากเล่าประสบการณ์ความผิดพลาดของตัวเองอย่างหนึ่ง ก่อนหน้านี้เวลาจะซื้อคอมซักตัว จะไปเน้นเรื่อง CPU, Graphic Card, Mainboard, Ram แต่พอมาถึงเรื่องจอมอนิเตอร์ กลับเลือกตัวที่ราคากลางๆ แค่พอทำงานได้ ซึ่งนั่นผิดอย่างมากเลยครับ ต้นทางดีหมด แต่ปลายทางไม่สามารถโชว์สิ่งที่ต้นทางส่งมาได้ ผลลัพธ์เลยไม่ดีอย่างที่คาดหวัง... ยิ่งเหล่าช่างภาพทั้งหลาย ยิ่งต้องใส่ใจกับเรื่องจอเลยครับ เราลงทุนกับคอมแรงๆ กับกล้องดีๆ กับเลนส์เกรดโปร ก็ควรลงทุนกับจอที่เหมาะกับสายงานซักตัวด้วย จริงๆ เราใช้จอมากกว่ากล้อง มากกว่าเลนส์อีก จัดไปเลยครับ อย่าพลาดเหมือนผมเพราะความขี้เหนียวแล้วทำให้งานเสียหาย

มาเข้าเรื่องกันครับ ผมขอพูดถึงเรื่อง Physical ภายนอกกันก่อนเลย... พอเปิดกล่องออกมาก็จะเจอใบ Certificate รายงานผลการคาลิเบรทจอตัวนี้จากโรงงานมาเลยครับ ซึ่งเป็นปกติของซีรีย์ SW ที่จะมีมาให้ด้วยทุกจอ

แค่เปิดกล่องมาก็รู้เลยครับว่า จอตัวนี้น่าจะได้รับการใส่ใจเป็นอย่างมาก แม้แต่กล่องก็ดีไซน์ใหม่โดยคำนึงถึงเรื่องมลภาวะสิ่งแวดล้อมด้วย สำหรับจอตัวอื่นๆ นั้นจะใช้โฟมหนาๆ ในการ Package แต่เจ้า SW270C ใช้กระดาษเกือบทั้งหมดเลย แล้วก็ดีไซน์มาอย่างเท่ห์ ความรู้สึกเหมือนงาน Architect Model ซึ่งโดยส่วนตัวผมชอบโมเดลบ้าน โมเดลกระดาษต่างๆ อยู่แล้ว เปิดกล่องมาเจอแบบนี้ก็หลงเลยครับ รู้สึกว่าเป็นกล่องที่ไม่อยากให้เป็นรอยใดๆ เลย...

พอยกฝาบนขึ้นก็จะเจอด้านในเป็นแบบนี้ครับ จัดเรียงอุปกรณ์ไว้เป็นระเบียบ เสียบอยู่ในช่องของตัวเอง และเว้นช่องว่างระหว่างอุปกรณ์ด้วย มั่นใจได้เลยว่าอุปกรณ์ข้างในจะไม่กระแทกกันเองอย่างแน่นอน

SW270C เป็นตัวที่ถูกพัฒนาขึ้นมาจากรุ่น SW2700PT ซึ่งเป็นรุ่นที่ได้รางวัลมากมายรวมถึงเป็นตัวที่มียอดขายสูงมากๆ และหากพูดถึงศักยภาพ ก็ต้องบอกว่า SW2700PT ดีมากๆ แต่เป็นตัวเดียวเลยที่หน้าตาจอแปลกกว่าตัวอื่นๆ ในซีรีย์ SW คือรุ่น SW2700PT ขอบจอทั้ง 4 ด้านจะหนาๆ หน่อย การประกบ Hood ยากกว่าตัวอื่นๆ ซึ่งจอที่ออกมาหลังจาก SW2700PT นั้นได้ถูกดีไซน์เรื่องขอบจอเป็นขอบจอบาง 3 ด้าน ดูแล้วสวยกว่ากันมาก รวมถึง Hood รุ่นใหม่ที่ประกอบได้เร็วและกระชับกว่าด้วย ซึ่งแน่นอนว่าจอตัวใหม่อย่าง SW270C ก็ได้นำเอาดีไซน์ของตัวใหม่มาทั้งหมด สำหรับเรื่องการดีไซน์หน้าตาจอของซีรีย์ SW นั้น โดยส่วนตัว ถูกใจผมมากๆ ผมชอบอะไรที่เรียบหรู ดูแพง ไม่ชอบการดีไซน์แบบโค้งเว้า ยึกยือ หรือมีลูกเล่นวัสดุแวววาวตรงนั้นตรงนี้ เหมือนคิดเยอะจนผลิตภัณฑ์ดูไม่ลงตัว ไม่สวยงาม เมื่อประกอบเสร็จก็หน้าตาเป็นแบบนี้ครับ เหมือนเจ้า SW271 เป๊ะๆ เลย ต่างกันแค่ Hot Puck Key ที่เป็น Gen 2

จอสามารถหมุนเป็นแนวตั้งได้ด้วย สำหรับใครที่อยากเอาจอไปออกงาน Display ในพื้นที่แคบๆ หรือจะเอาไปแขวนไว้หน้าร้านก็ทำได้ครับ

Cable Port:

ส่วน Port ที่ให้มานั้น มีดังนี้ครับ
1. Mini USB สำหรับเสียบ Hot Puck Key
2. HDMI 2 ช่อง
3. Display Port 1 ช่อง
4. USB-C 1 ช่อง
5. USB 3.0 Type B
6. Audio 3.5 1 ช่อง
เรียกว่าให้มาทุกรูปแบบเลยครับ จะต่อเข้า PC ต่อเข้า Mac ได้หมดเลย

Hot Puck Key 2

ถ้าเทียบรูปลักษณ์ภายนอกของ SW271 กับ SW270C สิ่งเดียวที่ต่างกันคือ Hot Puck Key 2 ซึ่งรุ่นใหม่ดีไซน์มาได้สุดยอดมากครับ วัสดุเปลี่ยนใหม่เลย เหมือนจะเป็นพลาสติกแข็งที่มีความเรียบเนียนและดูแววกว่า ในส่วนของการทำงานนั้นนอกจากมีปุ่มโหมดหลักแล้วยังมีปุ่ม Dial แบบคลิ๊กได้มาด้วย เวลาจะเลือกโหมดอะไรก็หมุนซ้ายหมุนขวาได้เลย อยากเลือกเมนูไหนก็กดปุ่ม Dial เพื่อเป็นการยืนยันในการเลือกคำสั่ง เรียกว่าคอนโทรลได้ง่ายและดีขึ้นมากๆ ครับ
นอกจากนี้ ยังสร้าง Shortcut ไว้ใช้งานเองได้ด้วย ยกตัวอย่างเช่น สิ่งที่ผมใช้บ่อยคือ Gamut สี
ผมตั้งปุ่มเลข 1 เป็น Adobe RGB
ปุ่มเลข 2 เป็น sRGB
ปุ่มเลข 3 เป็นโหมด Black & White
ส่วนปุ่ม Dial ผมตั้งไว้เป็น Brightness ไว้ปรับความสว่างของหน้าจอ
เรียกว่าสะดวกสบายขึ้นมากจริงๆ ครับ

การคาลิเบรทด้วย Palette Master Element

ก่อนจะเข้าเนื้อหา เรามาคาลิเบรทจอกันซักนิดนึงครับ...
จริงๆ แล้ว ผมไม่อยากคาลิเบรทเลยครับ เพราะเปิดจอมาผมก็ว่าสีตรงแล้ว ขาวเป็นขาว ดำเป็นดำ แต่ก็เอาซักนิดนึงครับ สำหรับบทความนี้ผมขอพูดถึงเรื่องการคาลิเบรทคร่าวๆ แล้วกันนะครับ เพราะก่อนหน้านี้เขียนไปเยอะแล้ว สำหรับการต่ออุปกรณ์นั้น เราต้องเอาสาย USB 3.0 Type B ที่แถมมาในกล่องต่อจากจอเข้า CPU ส่วนอุปกรณ์ที่ใช้คาลิเบรทนั้น จะเสียบเข้าที่ด้านข้างจอแทน จึงจะเป็นการคาลิเบรทแบบ Hardware ที่ถูกต้อง ส่วน Software นั้นแนะนำให้ใช้ “Palette Master Element” ครับ สามารถ Download ได้จากลิ๊งนี้ครับ

เมื่อติดตั้งและเปิดโปรแกรมขึ้นมาก็จะเจอหน้าตาแบบนี้ครับ กดปุ่ม Start ต่อได้เลย

พอเข้ามาหน้าถัดไป จะมีโหมดสำหรับให้คาลิเบรทหลายแบบ เราก็เลือกแบบ Photographer ตามปกติ แล้วกด Next ต่อเลย

เราสามารถตั้งได้ด้วยว่า เจ้า Profile ตัวใหม่ที่กำลังจะได้มานั้นให้เอาไปไว้เป็น Preset ไหนซึ่งค่า Default จะเป็น Calibration 1

พอโปรแกรมโชว์ภาพ Spyder เราก็เอาเจ้า Spyder วางลงไปแล้วกด Continue ต่อเลย

รอซักพักใหญ่ๆ เลยครับ เมื่อคาลิเบรทเสร็จ โปแกรมก็จะแจ้งชื่อ Profile สีตัวใหม่มาให้ แต่ถ้าเราอยากทราบข้อมูลเชิงลึกก็สามารถกด “Validate Calibration” เพื่อให้โปรแกรมแจ้งรายละเอียดได้ครับ

ผมลองกด Validate Calibration เพื่อดูผล สำหรับค่าที่โปรแกรมรายงานออกมาคือ Delta E = 0.80 แปลความได้ว่าเป็นจอที่ดีมากๆ ปล. จอที่ Delta <= 2 ถือว่าเป็นจอที่ดี แต่ถ้า Delta < 1 อีกนี่ ถือว่าเป็นจอที่สุดยอดเลย เหมาะกับงานสายช่างภาพจริงๆ

ขนาดจอ 27 นิ้ว

สำหรับช่างภาพนั้น ถ้าจะซื้อจอซักตัวที่งบถึง ต้อง 27” เลยครับ ทำงานได้สบายตามากๆ... 24” ก็โอเคแต่ไม่สุด... ส่วนจอ ที่ต่ำกว่า 24” นั้น ตัดออกเลยครับ... ซื้อมาก็เสียอารมณ์ปล่าวๆ เพราะรูปภาพจากกล้องในปัจจุบันนั้น ต่ำๆ ก็ 16 ล้านพิกเซล ใหญ่หน่อยก็ 36 ล้าน และกล้องบางตัวไปถึง 60 ล้านแล้วครับ ลองนึกภาพตามครับว่า เราเอาภาพใหญ่ๆ มาทำงานบนจอเล็กๆ ถ้าจะทำเฉพาะส่วนนี่ ซูมกันหลายครั้งมาก กว่าจะเข้าถึงจุดที่ต้องการแต่ง และจะต้องซูมแบบนี้ไปอีกแสนนานตราบที่ยังใช้จอขนาดเล็ก แค่คิดก็เหนื่อยแล้วครับ...

และการใช้งานส่วนตัวอีกอย่างที่ผมทำบ่อยๆ เลยคือ ถ้าต้องการรีทัชภาพเป็นเซ็ต ก็อยากให้ภาพออกมาเป็นตีมเดียวกัน เพื่อความสบายตาในการรับชมภาพ

รูปภาพจากสถานที่ต่างกัน รูปแบบแสงต่างกัน... ถึงแม้ว่าเราจะใช้ Preset หรือค่าเดียวกันในการแต่งภาพ ก็จะให้ผลลัพธ์ที่ไม่เหมือนกัน อาจถึงขั้นคนละโทนกันเลย จึงต้องมีการปรับจูนในแต่ละภาพเพิ่มเพื่อให้ภาพรวมเป็นโทนเดียวกันทั้งหมด และเมื่อรีทัชเสร็จแล้ว ผมมักจะสั่งให้ Photoshop แสดงผลเป็น 3 ภาพ (Window->Arrange->3-up Vertical) เพื่อเปรียบเทียบรูปภาพ ซึ่งจอ 27 นิ้วจะตอบโจทย์การทำงานตรงนี้อย่างมาก เพราะจอที่ใหญ่ ถึงแม้ว่าเราจะแสดงผล 3 ภาพพร้อมกัน ก็ยังสามารถเห็นรายละเอียดได้อย่างชัดเจน

ปล. เมื่อก่อนผมก็เคยมีความคิดว่า เราจะใช้จอใหญ่มากไปทำไม แต่พอได้ลองใช้งานจอใหญ่ เลยได้ถึงบางอ้อครับว่า การทำงานหลายอย่างสะดวกขึ้นมาก การมองเห็นชัดเจน ลดโอกาสความผิดพลาดลงได้ด้วย ยังจำความรู้สึกตอนที่เล่น SW320 ได้เลยครับ รุ่นนี้เป็นจอ 32 นิ้ว บอกเลยครับแต่งภาพมันส์สุดๆ ติดใจในเรื่องจอใหญ่เลย... เอาเป็นว่าสายช่างภาพอย่างเราๆ ขอเป็น 27 Up แล้วกันครับ...

จอใหญ่ ซูมดูใกล้ๆ สะใจมากครับ เห็นไปถึงเส้นเลือดในลูกตาเลย

ส่วนใครที่จะซื้อไปต่อออก Laptop ก็จัดว่าดีงามเลยครับ จากจอ 13 หรือ 15 นิ้ว กลายมาเป็น 27 นิ้วแทน มองเต็มดาและทำงานสะดวกมากขึ้นเยอะเลยครับ

Resolution 2560x1440 (16:9)

จอมอนิเตอร์มีหลาย Resolution ให้เลือกครับ แต่ผมขอยกตัวอย่าง 3 ตัวยอดฮิตในขณะนี้
- 1080p = 1920 x 1080 - FHD or "Full HD Resolution"
- 1440p = 2560 x 1440 - QHD or "Quad HD Resolution"
- 4K or 2160p = 3840 x 2160 - 4K, UHD or "Ultra HD Resolution"
ทั้ง FHD, QHD, 4K นั้น... แต่ละแบบจะมีจุดแข็งของตัวเอง หรือจะเรียกว่าเหมาะกับงานในรูปแบบต่างๆ ก็ว่าได้ แต่ Resolution ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในตอนนี้เลยคือ QHD… (ณ ปัจจุบันจะเรียก QHD ว่าเป็น Native Resolution เลยก็ได้) เป็น Resolution ที่กำลังดี ไม่เล็ก ไม่ใหญ่เกินไป ใช้งานได้หลายรูปแบบ แถม Software ทั่วไปก็ซับพอทที่ Resolution นี้มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ต้องการเอา Laptop มาต่อ... Laptop ส่วนมากจะจะเป็น QHD ซึ่งพอต่อออก SW270C ก็จะได้ Resolution ที่เท่ากันพอดี แต่จอใหญ่กว่าเยอะครับ จาก 15” กลายเป็น 27” แทน

สำหรับช่างภาพนั้นผมแนะนำแค่ 2 แบบครับคือ QHD และ 4K… ในส่วนของ 4K นั้นทำภาพสนุกครับ รู้สึกเหมือนภาพคมมากๆ เพราะความละเอียดสูง แต่จะมีปัญหากับเรื่อง Software บางตัวที่ยังไม่รองรับ 4K เวลาใช้งาน เราจึงเห็นปุ่มหรือตัวอักษรเล็กมากจนแทบมองไม่เห็น แต่ปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้นกับ QHD ครับ เพราะเป็น Resolution ที่ทุก Software ซับพอทแน่นอน ขอยกตัวอย่าง Plugin สุดฮิตของช่างภาพอย่าง Color Efex Pro(ฉบับ Google) ที่มีปัญหาบนจอ 4K ที่ฟอนต์เล็กมากจนมองแทบไม่เห็น แต่พอมาแสดงผลบนจอ QHD ก็แสดงผลได้ตามปกติครับ

10 Bits Color

ผมเขียนเรื่อง 10 Bits Color แบบละเอียดไว้ที่ลิ๊งนี้แล้วครับ แต่ผมจะสรุปสั้นๆ ให้อีกครั้งสำหรับท่านที่ต้องการความรวดเร็วในการอ่าน
อุปกรณ์บันทึกภาพ และ Software ในปัจจุบันสามารถบันทึกสีได้มากกว่า 8 Bits แล้ว แต่จอส่วนมากยังเป็นจอแสดงผลแบบ 8 Bits นั่นหมายความว่า ภาพที่เราถ่ายมานั้น เมื่อมาแสดงผลบนจอ 8 Bits ภาพที่เราเห็นนั้น จะมีจำนวนสีที่ลดลง เนื่องจากจอไม่สามารถแสดงผลได้ จอที่เกรดสูงๆ หน่อยในสมัยนี้จะแสดงผลที่ 10 Bits และจอซีรีย์ SW ทุกตัวสามารถแสดงผลได้ 10 Bits ครับ
บางคนอาจจะเกิดคำถามว่า 8 Bits กับ 10 Bits ต่างกันแค่ 2 Bits จำนวนสีต่างกันมากแค่ไหน คำตอบคือต่างกันเยอะมากครับ เพราะเจ้าตัวเลข 2 ที่ว่านั้นคือเลขยกกำลัง
8 Bits แปลงเป็นค่าสีได้ 16.7 ล้านสี
10 Bits แปลงเป็นค่าสีได้ 1,024 ล้านสี
ภาพที่เราเก็บแสงมาค่อนข้างสมบูรณ์นั้น เมื่อเอามาแต่งด้วยจอ 10 Bits จะรู้สึกได้เลยครับว่า การดึงสีและแสงนั้น ทำได้ง่ายมาก และสีสันของรูปภาพดูสดใสกว่าจอ 8 Bits อย่างรู้สึกได้เลย

ฉะนั้น ภาพก่อนแต่งกับหลังแต่งนั้น จะเห็นถึงความแตกต่างได้อย่างชัดเจน แถมเรายังสามารถประเมินสีได้แม่นยำมากขึ้นเยอะ เช่น เราอยากได้ภาพที่สีสันสดใสมากที่สุด (Saturation สูงๆ) โดยที่รูปภาพยังดูดี สีไม่แจ๋นเกินไป เราสามารถเพิ่มความสดของสีลงไปได้เลยครับ และเมื่อถึงจุดหนึ่ง ถ้าสีเริ่มสดมากเกินไป เราจะรู้สึกได้เลย และนั่นคือจุดสูงสุดที่สีจะสดได้แล้ว ซึ่งจอธรรมดาจะแยกแยะเรื่องนี้ยากกว่าครับ และหลายคนน่าจะเคยเจอเคสนี้ที่เราทำรูปแล้ว พอดูภาพบน Device อื่น สีสดจนเกินไป จนบางครั้งดูน่าเกลียดเลยทีเดียว สาเหตุหนึ่งที่มีส่วนด้วยคือ จอเรามันแสดงผลเรื่องสีได้ไม่ดีพอนั่นเอง

ยิ่งภาพที่เราซีเรียสหน่อย เพราะต้องเอาไปใช้งานในเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการส่งขาย พิมพ์ลงบนสื่อต่างๆ รายละเอียดของรูปภาพในทุกส่วนนั้นจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ยกตัวอย่างเช่น ภาพนี้เป็นภาพย้อนแสง ส่วนที่อยู่ในเงามืดก็ควรจะต้องมืด แต่ถ้าอยากให้ภาพดูพรีเมี่ยมหน่อย ในส่วนมืดที่ว่านั้น ยังควรจะต้องมองเห็นรายละเอียดอยู่ครับ และเป็นรายละเอียดที่ยังคงถือว่า High Quality ด้วย เช่นที่บริเวณใบหน้าของนายแบบทั้งสองคน เราอยากให้มืด แต่ยังคงรายละเอียดเอาไว้ด้วย

การใช้จอดีๆ มันเห็นผลตรงนี้ชัดมากๆ เรามองเห็นชัดเลยครับว่าในส่วนของเงามืดนั้น มืดพอตามที่เราอยากได้หรือยัง และมีรายละเอียดให้เห็นอยู่หรือไม่ เราสามารถบาลานซ์ความพอดีในเคสแบบนี้ได้ง่ายขึ้นอีกเยอะเลยครับ

สำหรับช่างภาพนั้น เวลาแต่งภาพเยอะๆ น่าจะเคยเจอสิ่งที่เรียกว่า Banding กันบ้าง มีลักษณะเป็นชั้นสีที่เกลี่ยไม่เนียน บางครั้งเกิดจากการที่เรายำภาพหนักมือเกินไป ซึ่งจอดีๆ มันจะฟ้องเลยครับ ขอยกตัวอย่างภาพนี้ 1 ใบ ภาพนี้เป็นภาพที่ผมรีทัชเสร็จแล้ว แต่รู้สึกว่าอยากได้สีดำเข้มขึ้นอีก ให้ภาพดูมี Contrast หนักๆ ตามสไตล์ภาพย้อนแสง

ผมเพิ่ม Level Adjustment เข้าไปแล้วปรับหมุดดำมาที่ 25 เบื้องต้น ผมคิดว่าดำไปหน่อย และพอลองเช็คซ้ำด้วยการซูมเข้าไปที่ด้านบนภาพ ก็เริ่มเจอ Banding แล้วครับ

ภาพอาจมองเห็นไม่ชัดเจนนัก แต่ถ้าสังเกตดีๆ จะเริ่มเห็นชั้นสีที่เกลี่ยไม่เนียน

แสดงว่าที่ค่า 25 นั้น หนักมือไปแน่นอนครับ ผมก็ทำการลดลงมาที่ 15 แทน ได้ภาพที่ดูถูกใจมากขึ้นและภาพยังไม่เกิด Banding ครับ

จอ IPS (In-Plane Switching)

เป็นเทคโนโลยีในการผลิตจอ LED ด้วย Black light LED ข้อดีคือ คุณภาพการแสดงผลดี ความคมชัดสูง และมุมมองกว้างมากถึง 178 ° ทำให้เราจะสามารถดูภาพแบบมุมกว้างได้มากขึ้นโดยที่สีไม่เพี้ยน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับพวกช่างภาพหรือกลุ่มที่ทำกราฟิกดีไซน์ ที่ต้องการความเที่ยงตรงของสีสูง ในมุมมองอื่นๆ ด้วย

16 Bits Look Up Table (3D-LUT)

ช่างภาพหลายคนชื่นชอบการทำโทนหรือย้อมสีให้รูปภาพ เพื่อให้งานดูสวยขึ้น ซึ่งเบื้องหลังนั้นคือการคำนวณสีใหม่แล้วแทนลงไปในสีเก่า ทำให้เราได้ภาพที่มีลักษณะย้อมโทนออกมา ซึ่งหน้าที่นี้จะเป็นการ์ดจอ แต่การ์ดจอที่ทำงานหนักอยู่แล้วนั้น เมื่อต้องประมวลผลสีใหม่อยู่เรื่อยๆ แบบนี้ จึงทำงานหนักและช้าลง เลยมีการฝังชิฟ สำหรับประมวลสี(3D-LUT) ลงในจอเลย เอาค่าสีต่างๆ ใส่ไว้ในตาราง 3 มิติ เมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้งานก็แทนค่าลงไปได้เลย ไม่ต้องทำการประมวลผลใหม่ทุกครั้ง และยิ่งตารางดังกล่าวมีความละเอียดมากก็จะยิ่งมีจำนวนสีที่มากขึ้น นั่นหมายถึง งานที่ได้จะเร็วและดูเนียนละมุนตามากขึ้นครับ

สำหรับเรื่อง 3D-LUT นั้น ปรับขึ้นมาเป็น 16 Bit ซึ่งมากที่สุดในซีรีย์ SW เลย น่าจะเป็นเทคโนโลยีใหม่และเลือกที่จะใส่ให้กับ SW270C เป็นตัวแรก ซึ่งจอที่มี LUT บิตสูงๆ นั้น การเกลี่ยสีจะเนียนมากยิ่งขึ้นจากจำนวนสีที่มากขึ้น แต่อย่าลืมว่า ต่อให้มีสีมากแค่ไหน แต่ถ้าแสดงผลไม่ได้ ก็ปล่าวประโยชน์... SW270C ทำได้ทั้งสองอย่างเลยครับ นั่นคือสีเยอะ และแสดงผลได้จริงด้วย

เพื่อความรวดเร็วเลยฝังชิฟจำค่าสี และเพื่อความแม่นยำที่สูงขึ้นเลยปรับมาเป็น 16 Bits แทน
จริงๆ เราใช้งาน 3D-LUT กันบ่อยครับ เพียงแค่เราไม่รู้ว่ามันคืออะไรเท่านั้นเอง ถ้าคุณเคยเล่นเจ้าสิ่งที่เรียกว่า Preset หรือ Profile นั่นคุณกำลังใช้งาน 3D-LUT อยู่ครับ
3D-LUT จะใช้มากในฝั่งของวิดีโอ หรือที่เรียกว่าการทำ Grading Colors แล้วก็มาเป็นที่นิยมอย่างมากต่อในภาพนิ่ง

ก่อนหน้านี้จอที่เป็นเรือธงฝั่ง Photographer คือ SW320 ซึ่งเรือธงทำ 3D-LUT ได้ที่ 14 Bit แต่ตอนนี้ SW270C เป็นเรือธงในด้าน 3D-LUT แทนแล้วครับ เพราะสามารถแสดงผลได้ที่ 16 Bit เลย ต้องบอกว่าสุดยอดมากๆ

เอาจริงๆ จำนวนสีที่มากมายขนาดนี้เราแยกด้วยตาไม่ได้ครับ แต่ไม่แน่ใจว่าผมคิดไปเองหรือปล่าว เพราะรู้สึกว่าการทำโทนของรูปภาพ ทำได้สมูทขึ้นมาก งาน Portrait เซ็ตหลังๆ เลยทำโทนภาพทั้งหมดเลย รู้สึกว่างานละมุนตากว่าที่เคยทำก่อนหน้ามากๆ

เอาจริงๆ จำนวนสีที่มากมายขนาดนี้เราแยกด้วยตาไม่ได้ครับ แต่ไม่แน่ใจว่าผมคิดไปเองหรือปล่าว เพราะรู้สึกว่าการทำโทนของรูปภาพ ทำได้สมูทขึ้นมาก งาน Portrait เซ็ตหลังๆ เลยทำโทนภาพทั้งหมดเลย รู้สึกว่างานละมุนตากว่าที่เคยทำก่อนหน้ามากๆ

แบบนี้สนุกเลยครับ ผมนั่งอ่านนั่งหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ 3D LUT เป็นวันเลย และพึ่งทราบว่า Preset ทั้งหลายที่แจกๆ กันมานั้น ส่วนหนึ่งก็มาจาก 3D LUT นี่แหละ ผมก็เลยโหลดจากที่เค้าแจกแล้วปรับแต่งเพิ่มเป็น Preset ส่วนตัวไว้ใช้งาน บอกเลยครับว่าดีมากๆ

อันนี้เป็นตัวอย่าง Profile ที่ผมสร้างขึ้นมาเองจาก Lut

ตัวอย่างการใช้ Profile ที่ได้มาจาก Lut ครับ... ดีมากๆ กดคลิ๊กเดียวโทนเปลี่ยนเลย แถมสวยด้วย

Gamut Duo Mode

สำหรับคนที่ค่อนข้างซีเรียสเรื่องสีนั้น จอซีรีย์ SW หลายตัวสามารถทำ Gamut Duo ได้ซึ่งแน่นอนว่า SW270C ก็มีฟังก์ชั่นนี้เช่นกัน คำสั่งนี้จะแบ่งจอออกเป็นสองฝั่งและแสดงผลได้ 2 Gamut เช่นฝั่งซ้ายแสดงผลเป็น Adobe RGB ฝั่งขวาแสดงผลเป็น sRGB เป็นต้น ทำให้สามารถเปรียบเทียบ Gamut สีสองแบบได้ภายในจอเดียวกัน คำถามคือมันดีอย่างไร? งานบางอย่างที่ต้องแสดงผลบนอุปกรณ์หลากหลาย ที่ Gamut ต่างกัน ถ้าเราทำงานซับพอท Gamut ตัวใดตัวหนึ่งเป็นหลัก อีกตัวอาจแสดงสีเพี้ยนไปค่อนข้างเยอะก็ได้ จึงเกิดแนวคิดที่เรียกว่าทำภาพแบบเฉลี่ย คือ พยายามปรับแต่งภาพให้ดูดีทั้งสอง Gamut ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อจอแสดงผลได้ 2 Gamut พร้อมกัน เราก็สามารถเช็กสีได้ง่ายและแม่นยำขึ้นอีกเยอะ
ปล. การจะใช้งานโหมดนี้ได้นั้น ต้องมีสายต่อเข้าจอและ CPU 2 เส้นครับ เช่น DP 1 เส้น + HDMI 1 เส้น เป็นต้น

ผมใช้ Display Port เป็นเส้นหลัก(ตั้ง Gamut เป็น Adobe RGB) และใช้ HDMI อีกเส้นสำหรับการแสดงผลในส่วนที่สองของจอ หลังจากนั้นเข้าโหมด PIP/PBP เพื่อเซ็ตให้ส่วนที่สองของจอแสดงผล ด้วยการเลือก Input สายที่เราเสียบเข้าไป ซึ่งในที่นี้ก็คือ HDMI นั่นเอง

สำหรับการแสดงผลนั้นสามารถเลือกได้ 2 แบบคือ PIP กับ PBP
1. PIP(Picture in Picture) ใช้จอส่วนที่ 1 แบบเต็มจอ และใช้ส่วนที่ 2 แบบ Sub นั่นก็คือจอเล็กที่ซ้อนทับอยู่บนจอใหญ่

ในส่วนของ PIP สามารถเซ็ตได้ด้วยว่า การแสดงผลของ Sub นั้นจะให้แสดงขนาดไหน (Small / Medium / Large)

และสามารถเลือกตำแหน่งวางในแนวแกน X และ Y ได้ด้วย

2. PBP(Picture by Picture) จอจะถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนเท่ากัน (ซ้าย/ขวา) แต่ละส่วนจะแสดงผลที่ 16 : 9 เท่านั้น และไม่สามารถแสดงผลแบบ Full Screen ได้
โดยส่วนตัวผมชอบการ Compare แบบนี้มากกว่า เพราะมีขนาดเท่ากันและวางอยู่คู่กันเลย ทำให้เห็นความแตกต่างในแต่ละจุดได้อย่างชัดเจน

บทสรุป

1. จอขนาดใหญ่ 27 นิ้ว, Resolution 2560x1440 (QHD)(16:9)
2. 100% sRGB / 99% Adobe RGB
3. 10 Bits Color (แสดงผลได้ 1,000 ล้านสี)
4. รองรับ Port Type C
5. 3D-Lut ให้มา 16 Bit สูงสุดในซีรีย์เลย
6. Gamut Duo (แสดงผลได้ 2 Gamut พร้อมกัน)
7. Hardware Calibration ให้ความเที่ยงตรงของสีที่สูงกว่ามาก
8. Delta E <= 2 (avg)
9. จอแบบด้านและ Coating Anti-Glare
10. Hot Puck Key 2 เข้าถึงเมนูและ Short Cut ส่วนตัวได้เร็วขึ้น
11. มี Hood มาในกล่องเลย

จอตัวนี้ เป็นมากกว่าจอ Monitor ธรรมดาไปเยอะครับ เอาแค่เรื่องแสดงผล Gamut อย่างเดียวก็กินขาดกว่าจอธรรมดาไปหลายขุมแล้ว แต่ที่เด็ดมากกว่านั้นคือมีฟังก์ชั่นที่เป็นประโยชน์มากๆ กับช่างภาพอีกเพียบเลย ซึ่งฟังก์ชั่นต่างๆ เหล่านี้ มันสามารถ “เช็ค”, “เตือน”, “เปรียบเทียบ”, รวมไปถึง “ไกด์” ให้ได้ด้วย ทำให้งานที่ออกมานั้นมีคุณภาพสูง มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น แถมลดโอกาสในความผิดพลาดลงด้วย ทำงานสบายตาและแสดงผลได้ดีเยี่ยมเลยครับ

เราซื้อกล้องตัวนึงเกือบแสนหรือบางตัวมากกว่าด้วยซ้ำ เราซื้อเลนส์ N, เลนส์ L, เลนส์ G ตัวละหลายหมื่น แถมมีหลายตัวด้วย จัดว่าต้นทางมาดีมากๆ ถ้าเลือกจอทั่วๆ ไปมาใช้งาน ต้องบอกว่า โคตรเสียดายที่ปลายทางเลยครับ... จอดีๆ เดี๋ยวนี้ถูกกว่าเลนส์ตัวนึงอีก อย่าลังเลที่จะหาจอดีๆ มาใช้งานซักตัว และนาทีนี้ผมแนะนำ SW270C เลย เป็นจอตัวล่าสุดในซีรีย์ SW และเท่าที่ทราบมา ที่เรทราคาเดียวกัน ยังไม่มีจอตัวไหนที่แสดงผล และมีฟังก์ชั่นสุดโหดที่น่าเล่นกว่านี้อีกแล้วครับ

Highly Recommend

รีวิวโดย Tom Auxin อ่านรีวิวฉบับเต็มได้ที่นี่

บทความที่เกี่ยวข้อง

TOP